สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในคืนวันอาทิตย์ จากแรงหนุนของความคาดหวังว่าความพยายามผลักดันข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจมีความคืบหน้า หลังมีรายงานว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป
แรงซื้อในตลาดฟิวเจอร์สเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการปิดบวกของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เขาใกล้จะตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านแล้ว
ณ เวลา 07:30 น. สัญญาฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.2% แตะระดับ 7,611.0 จุด ขณะที่ Nasdaq 100 Futures ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 30,541.0 จุด และ Dow Jones Futures ขยับขึ้น 0.1% สู่ระดับ 51,128.0 จุด
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงหนุนสำคัญของตลาด จากมุมมองเชิงบวกที่มีต่อกระแสปัญญาประดิษฐ์ แม้แรงซื้อในหุ้นผู้ผลิตชิปจะเริ่มชะลอลงบ้างหลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้
นอกจากประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ตลาดรอความชัดเจนข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน
นักลงทุนยังคงติดตามความเป็นไปได้ของข้อตกลงที่จะช่วยยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานหลายฉบับระบุว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศยังไม่ยุติ โดยอับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสื่อของรัฐเมื่อวันอาทิตย์ว่า การแลกเปลี่ยนข้อความกับฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า สหรัฐฯ และอิหร่านสามารถตกลงกรอบเบื้องต้นเพื่อขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วันได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังต้องรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีทรัมป์
ทั้งสองประเทศยังคงมีจุดยืนที่แตกต่างกันในประเด็นกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนอย่างหนักในสัปดาห์ก่อน หลังเกิดการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่การยืนยันจากทั้งสองฝ่ายว่าการเจรจาสันติภาพทางอ้อมยังคงดำเนินต่อไป ช่วยคลายความกังวลของนักลงทุน และหนุนให้วอลล์สตรีทปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะเดียวกัน ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากตัวเลขดัชนีราคา PCE เดือนเมษายนที่ออกมาต่ำลงเล็กน้อย สะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ปรับขึ้นเพราะสถานการณ์อิหร่านยังอยู่ในระดับจำกัด
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ ในไตรมาสแรกถูกปรับลดลง เนื่องจากผลกระทบจากสงครามอิหร่านเริ่มสร้างแรงกดดันต่อกิจกรรมเศรษฐกิจตั้งแต่เดือนมีนาคม
สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนจะจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันศุกร์ โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะถัดไป